การขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ปี2568

MU-SDGs Case Study* การขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ปี 2568
ผู้ดำเนินการหลัก*

ดร.ณพล อนุตตรังกูร

ส่วนงานหลัก* โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์
ผู้ดำเนินการร่วม

นายยุทธิชัย โฮ้ไทย นางสาววิมลรัตน์ อัตถบูรณ์ นายธนากร จันหมะกสิต นางชุติภากาญจน์ ประจันทร์

ส่วนงานร่วม โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์
เนื้อหา*
1. ความสำคัญ
“บึงบอระเพ็ด” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และเป็นบึงน้ำจืดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทางด้านพรรณพืช สัตว์น้ำ และสัตว์ป่า โดยบึงบอระเพ็ดเป็นบึงที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ โดยพระบรมราชานุญาติของรัชกาลที่ ๗ ให้ดำเนินการก่อสร้างเพื่อเก็บกักน้ำ ซึ่งก่อนมีการก่อสร้างฝายเพื่อสร้างบึงมีคนอาศัยอยู่ในพื้นที่บึงอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ชาวบ้านได้อพยพขึ้นมาอยู่บริเวณขอบบึง ต่อมามีการบุกรุกพื้นที่เข้ามาใช้ประโยชน์หลายด้าน ทำให้บึงบอระเพ็ดมีสารพัดปัญหาที่ซ้อนทับซับซ้อนหลายด้าน สืบเนื่องจากบึงบอระเพ็ดเป็นที่ราชพัสดุที่กรมประมงขอใช้พื้นที่เพื่อบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำในปี ๒๔๖๙ จำนวน ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ ๕๖ ตารางวา ครอบคลุมพื้นที่ใน 10 ตำบล ได้แก่ ตำบลแควใหญ่ ตำบลเกรียงไกร ตำบลหนองปลิง ตำบลทับกฤช ตำบลพนมเศษ ตำบลวังมหากร ตำบลพระนอน ตำบลกลางแดด ตำบลนครสวรรค์ออก และตำบลพนมรอก ต่อมาได้มีการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดในพื้นที่ในปี ๒๕๑๘ จำนวน ๖๖,๒๕๐ ไร่ ทำให้มีกฎหมายที่ใช้ซ้อนทับกันถึง ๓ ฉบับ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑๓ หน่วยงาน และนอกจากนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในเขตบึงบอระเพ็ดจำนวน ๕,๖๘๔ ครัวเรือน
การใช้น้ำในบึงบอระเพ็ด พบการใช้ประโยชน์ในการทำประมง การดึงน้ำไปใช้ทำการเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยว รวมถึงน้ำอุปโภคบริโภค แต่เนื่องจากสภาพบึงบอระเพ็ดมีสภาพคล้ายจานข้าวทำให้เก็บน้ำไว้ได้ไม่มาก ทำให้มีการแย่งใช้ทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงข้าวราคาดีมีการดึงน้ำไปทำนาย้อนกลับขึ้นที่สูงด้วยระยะทางกว่า ๓๐ กิโลเมตร จนเกิดข้อพิพาทในการแย่งน้ำระหว่างชาวนาและคนหาปลา รวมถึงระหว่างชาวนาด้วยกันเอง จนทำให้ฤดูแล้งเกือบทุกปีจะมีน้ำดิบไม่เพียงพอสำหรับการทำประปาหมู่บ้าน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในบึงบอระเพ็ดไม่มีน้ำอุปโภค รวมทั้งระบบสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วย ในการนี้ภาครัฐได้มีการแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการขุดลอกตะกอนดิน ซึ่งไม่เพียงพอต่อตื้นเขินในพื้นที่ชุ่มน้ำ เนื่องจากตะกอนดินที่ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำ การทับถมของวัชพืช และการปลดปล่อยน้ำจากการไถพรวนของนาข้าวรอบบึงบอระเพ็ด ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสมจะทำให้บึงบอระเพ็ดตื้นเขินและหมดสภาพความเป็นบึงได้ กรมทรัพยากรน้ำได้มีระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากแม่น้ำน่านเข้าสู่บึงบอระเพ็ดเพื่อรักษาระบบนิเวศบึงบอระเพ็ด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นพบว่าปัญหาการระบายน้ำในคลองและมีชาวนาบริเวณคลองส่งน้ำสู่บึงสูบน้ำไปใช้ทำการเกษตรส่งผลให้น้ำไม่สามารถลงสู่บึงบอระเพ็ดได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นปัญหาการใช้น้ำและการแย่งน้ำที่เกิดขึ้นในบึงบอระเพ็ดจึงเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน หากไม่มีการแก้ไขปัญหาจะส่งผลทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท การขาดความสามัคคีในชุมชน และการระบบสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงจนสู่ขั้นวิกฤติได้
ในการนี้จึงมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในบึงบอระเพ็ดด้วยการสร้างระบบการบริหารจัดการด้วยการรับฟังความคิดเห็น สร้างการรับรู้ สร้างความร่วมมือ และทำงานร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไปได้ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ได้เห็นชอบและรับทราบให้ดำเนินการขับเคลื่อนในวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 เพื่อขอทุนสนับสนุนจากโครงการขับเคลื่อนนโยบายชี้นำสังคมจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ดอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนต่อไป
2. ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานของผลงาน “การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” แบ่งผลการดำเนินงานทั้งหมด 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ และช่วงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) ช่วงการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำได้มีการดำเนินการในปี 2565 ซึ่งมีการสร้างความเข้าใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบึงบอระเพ็ดที่ประกอบไปด้วยภาครัฐ ภาคประชาชนในแต่ละตำบล และสถาบันการศึกษา ด้วยการรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านทรัพยากรน้ำ และวิเคราะห์ข้อมูลไปนำเสนอให้กับแต่ละเวทีการประชุม พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการในแต่ละพื้นที่ไปแบ่งปันให้กับทุกภาคส่วน เพื่อให้รู้เท่ากันและความเข้าใจร่วมกัน มีการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้น้ำรูปแบบความสำคัญทางสถิติซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการ เพื่อนำเสนอข้อมูลให้กับทุกภาคส่วนและสร้างโมเดลการใช้น้ำร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีการสร้างโครงสร้างในการบริหารจัดการน้ำที่มีแนวทางการดำเนินงานที่ยอมรับร่วมกันทุกภาคส่วน ผลักดันสู่ระดับนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ พร้อมทั้งสร้างระบบการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบสมาร์ทบึงบอระเพ็ด ดังรูปที่ 1 ผลกระทบของงานในช่วงนี้ พบว่า ทุกภาคส่วนได้มีการสร้างโมเดลการจัดการบึงบอระเพ็ดร่วมกัน ดังรูปที่ 2 เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ ดังรูปที่ 3 พร้อมทั้งผลักดันข้อตกลงในการใช้น้ำเข้าสู่แผนการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดอีกด้วย นอกจากนี้ชุมชนได้มีการรวมกลุ่มกันจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำรอบบึงบอระเพ็ดทั้งหมดรวมจำนวน 5 ตำบล ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย มีการสร้างการทำงานร่วมกันที่สามารถลดความขัดแย้งได้ 2) ช่วงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ ปี 2566-2567 เป็นช่วงการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการน้ำกับโครงสร้างที่มีอยู่ โดยการประชาสัมพันธ์ระบบการบริหารจัดการน้ำ การขึ้นทะเบียนผู้ต้องการใช้น้ำจากบึงบอระเพ็ด การสร้างทีมที่เป็นเอกภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้มีการสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำด้วยการพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ด และการจัดทำสื่อการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ผลกระทบของงานที่เกิดขึ้นพบว่า มีการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นที่เชื่อมโยงจากในบึงสู่นอกบึงบอระเพ็ดอีก 4 ตำบล รวมทั้งหมดเป็น 9 ตำบล ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการใช้น้ำ จึงได้มีการขึ้นทะเบียนต้องการใช้น้ำทั้งในเขตและนอกเขตบึงบอระเพ็ดรวมจำนวน 3,723 ราย 5,011 แปลง รวมขนาดเนื้อที่ 69,871 ไร่ ศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ดได้ใช้งานจริง โดยมีการสนับสนุนข้อมูลให้กับคณะกรรมการชุดต่างๆ นอกจากนี้คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาหนุนเสริมการทำงานให้กับเครือข่ายบึงบอระเพ็ด ด้วยการสร้างระบบ Bueng Boraphet – Water Image Downloader ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคนเข้ามาดูงานแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ดมากกว่า 200 คน ในการนี้ตัวชี้วัดที่สำคัญเป็นเรื่องความขัดแย้งที่ลดลงจนเป็นศูนย์ในปี 2566-2567 และคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ได้มีการรับรองเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ 4 ระดับ ดังรูปที่ 4 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจในการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมอีกด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ครั้งที่1/2567 ได้รับรอง “ระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นทางการและยั่งยืนต่อไป เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้ส่งประกวดนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ประจำปี 2567 ของรัฐสภา ผลงานประเภทชุมชน องค์กร โดยส่งผลงานเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” ในนามคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัด การแข่งขันได้มีการคัดเลือกรอบเอกสาร รอบนำเสนอผลงานผ่านระบบออนไลน์ และออกบูทนำเสนอคณะกรรมการที่รัฐสภา ผลปรากฏว่าผลงานนี้ได้รับรางวัลระดับ “ดีมาก” ซึ่งได้รับโล่รางวัลกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2567 ณ รัฐสภา ระยะถัดไปช่วงปี 2567-2568 ได้ต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำสู่การพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ โดยการปรับวิถีการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำนาเปียกสลับแห้งที่เป็นนาที่ใช้น้ำน้อยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการทำปุ๋ยจากวัชพืชน้ำในบึงบอระเพ็ดที่ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการน้ำท่วมวัชพืชอีกด้วย การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ทั้งการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ และการขับเคลื่อนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นนวัตกรรมประชาธิปไตยที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมทุกกระบวนการ พร้อมทั้งมีการสร้างความร่วมมือ การรับฟังความคิดเห็น การทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน จนถึงการขับเคลื่อนส่งต่อไปในระดับนโยบายผ่านกฎหมายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น เนื่องจากเป็นแนวทางที่ทุกภาคร่วมยอมรับร่วมกันแล้ว ในการนี้กระบวนการจะขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆได้อีกด้วย ในการนี้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ลงพื้นที่ถอดบทเรียนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ “บึงบอระเพ็ด” ในการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่ต้นแบบของการปรับตัวด้านการบริหารจัดการน้ำ ในปี 2568 เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้รับการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น ด้วยการได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยาจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ประธานองค์กรผู้ใช้น้ำตำบลทับกฤช ได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคเกษตรกรรม รวมทั้งบุคลากรของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐสภา
SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม* SDGs6 เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก* 6.4, 6.6, 6.b
SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง SDGs13,14,15,17 เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ 13.1, 14.2.1, 15.1, 17.1
Links ข้อมูลเพิ่มเติม *
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยมหิดล https://www.facebook.com/MUNAkhonsawan/videos/270841642755512 ม.มหิดล ร่วมนำเสนอข้อมูลให้กับท่านราชเลขานุการในสพระองค์ https://na.mahidol.ac.th/th/2024/13291 การออกสื่อสาธารณะ https://www.thaipbs.or.th/news/content/337926?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR1Eg4EvBDNThdqRm-hLmX42p3aEBWEXsJzCWRw2Vub4EgK9PRyvhEwT_eo_aem_AQw-VZjwG00nG0FP4VCvKvjZybYGsCzWtnQTDRM8DiyFoO_jVCDqbCn8f2SFumNN0HbcYf8frP3uUC6yIub7kUaW การบริการวิชาการให้กับเครือข่าย https://na.mahidol.ac.th/th/2024/12986 การประกวดนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย รัฐสภา https://www.youtube.com/watch?v=DtmKLv-Gvqc ถอดบทเรียนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ “บึงบอระเพ็ด” ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) https://tei.or.th/th/activities_us_detail.php?eid=3003
MU-SDGs Strategy* ยุทธศาสตร์ที่ 3
Partners/Stakeholders* จังหวัดนครสวรรค์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ส่วนเครื่องกลสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 2 (กรมทรัพยากรน้ำ) โครงการชลประทานนครสวรรค์ ประมงจังหวัดนครสวรรค์ ธนารักษ์พื้นที่นครสวรรค์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 ตำบล เครือข่ายองค์กรผู้ใช้น้ำ 9 ตำบล
ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)*
Key Message* การเป็นที่พึ่งให้กับเครือข่ายเป็นภาคกิจหลักของสถาบันการศึกษา ที่ต้องร่วมเรียนรู้ สนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน จะทำให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง และยั่งยืนตลอดไป
ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง 6.5.5
For ENG Language, click here.

การทำนาคาร์บอนต่ำในวิทยาเขตนครสวรรค์ : ต้นแบบเกษตรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฟื้นฟูระบบนิเวศ

MU-SDGs Case Study*

การทำนาคาร์บอนต่ำในวิทยาเขตนครสวรรค์ : ต้นแบบเกษตรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฟื้นฟูระบบนิเวศ

ผู้ดำเนินการหลัก*

นายธนากร จันหมะกสิต

ส่วนงานหลัก

ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ

ผู้ดำเนินการร่วม

1. ผศ.ดร. ปัณฑารีย์ แต้ประยูร
2. น.ส. วิมลรัตน์ อัตถบูรณ์
3. นายประยูร แตงทรัพย์
4. รศ.ดร. สมพงศ์ โอทอง

ส่วนงานร่วม

1. หน่วยวิจัยการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2. กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสามมัคคีพันธุ์ข้าว

เนื้อหา*

การทำนาแบบดั้งเดิมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมักใช้วิธี “แช่น้ำตลอดฤดู” และมีการเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญ ได้แก่ มีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนและคุณภาพอากาศ โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนาระบบ “การทำนาคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice Farming)” เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้
ภายใต้พื้นที่สาธิตของศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำ “แปลงนาข้าวคาร์บอนต่ำต้นแบบ” ขนาด 1 ไร่ เพื่อทดสอบแนวทางการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ฟางข้าวหมักแทนการเผา

กิจกรรมหลักและแนวทางดำเนินงาน
• วิเคราะห์ดินและวางแผนการจัดการธาตุอาหารพืชตามค่าวิเคราะห์
• ใช้ระบบ AWD โดยติดตั้งท่อวัดระดับน้ำและควบคุมรอบการให้น้ำ
• เปรียบเทียบผลผลิตและการปล่อยคาร์บอนกับแปลงนาทั่วไป
• ประเมินอัตราการปล่อยก๊าซ CH₄ และ N₂O จากการทำนา
• ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้นักศึกษาและเกษตรกรในพื้นที่รอบวิทยาเขต

ผลลัพธ์และประโยชน์
• ลดการใช้น้ำในการทำนาได้กว่า 30%
• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25–40% เมื่อเทียบกับแปลงทั่วไป
• ฟื้นฟูสุขภาพดินและเพิ่มอินทรียวัตถุจากการหมุนเวียนฟางข้าว
• เป็นพื้นที่ต้นแบบด้าน “Green Campus & Sustainable Agriculture” ของมหาวิทยาลัย
• ขยายผลเชื่อมโยงกับชุมชนรอบบึงบอระเพ็ดและเครือข่ายนิคม NEXT

SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม*

SDGs13

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก*

13.2

SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

SDGs2,12,15

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ

2.4, 12.4, 12.5, 15.1, 3.9
Links ข้อมูลเพิ่มเติม * 
https://www.facebook.com/share/p/1D69jw3Ga9/
https://www.facebook.com/share/17bUtPSPRo/
https://www.facebook.com/share/v/17Ds3NgokT/
 

MU-SDGs Strategy*

ยุทธศาสตร์ที่ 2,3

Partners/Stakeholders*

1. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2. เครือข่ายเกษตรกรพื้นที่รอบบึงบอระเพ็ด
3. กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสามมัคคีพันธุ์ข้าว
4. หน่วยงานสิ่งแวดล้อมและการเกษตรระดับจังหวัด

ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)*

Key Message*

ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ มหิดลนครสวรรค์”
“ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความยั่งยืนให้ระบบเกษตร”
“สร้างองค์ความรู้จากแปลงจริง สู่ชุมชนคาร์บอนต่ำในอนาคต”

ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง

2.4.1, 13.2.1, 12.4.1, 12.5.1, 15.1.1

กิจกรรมลดการเผาและบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรที่ยั่งยืน

MU-SDGs Case Study*

กิจกรรมลดการเผาและบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรที่ยั่งยืน

ผู้ดำเนินการหลัก*

1. ผศ.ดร. ปัณฑารีย์ แต้ประยูร
2. นายธนากร จันหมะกสิต

ส่วนงานหลัก

1. หน่วยวิจัยการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
2. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ
3. สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 4 (นครสวรรค์)

ผู้ดำเนินการร่วม

นายศรีจันทร์ กันทะ
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ทับกฤช
อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์

ส่วนงานร่วม

 

เนื้อหา*

การเผาฟางข้าวและเศษวัสดุการเกษตรเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนล่างและลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเผาส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) สูญเสียอินทรียวัตถุในดิน และกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 4 จัดเวิร์กชอป “การเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ณ บ้านหนองไกร ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ โดยมีเกษตรกรและผู้นำชุมชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

 

กิจกรรมที่ดำเนินการ

• ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการจัดการเศษฟางและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

• แนะนำเทคนิคการลดการเผาและการใช้เศษวัสดุเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน

• ตั้งเป้าหมายและแผนพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรเพื่อการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

• เรียนรู้จาก แปลงต้นแบบของนายศรีจันทร์ กันทะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ที่นำแนวปฏิบัติจริงมาประยุกต์ใช้

 

ผลลัพธ์และประโยชน์

• เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการเศษวัสดุโดยไม่ต้องพึ่งการเผา ลดปัญหามลพิษทางอากาศ

• เสริมสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบเพื่อขยายผลในชุมชนอื่น

• ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และเพิ่มความยั่งยืนของการผลิตข้าว

• เป็นเวทีเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น

 

SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม*

SDGs13

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก*

13.2

SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

SDGs12,15,3

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ

12.4, 12.5, 15.1, 3.9
Links ข้อมูลเพิ่มเติม * 
https://www.facebook.com/share/p/1b3zZHxFEq/
 

MU-SDGs Strategy*

ยุทธศาสตร์ที่ 2,3

Partners/Stakeholders*

1. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2. สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 4 (นครสวรรค์)
3. ผู้นำชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรบ้านหนองไกร ต.ทับกฤช

ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)*

Key Message*

“ลดการเผา เพิ่มคุณภาพดิน ร่วมสร้างอากาศสะอาด”
“เวิร์กชอปเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สู่ชุมชนยั่งยืน”
“มหิดลจับมือหน่วยงานรัฐและเกษตรกร แก้ปัญหามลพิษอย่างเป็นรูปธรรม”

ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง

13.2.1, 12.4.1, 12.5.1, 15.1.1, 3.9.1

การพัฒนาต้นแบบกระถางย่อยสลายได้จากโคนหน่อไม้ฝรั่ง: การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือทิ้งเพื่อสร้างอาชีพและความยั่งยืน

MU-SDGs Case Study*

การพัฒนาต้นแบบกระถางย่อยสลายได้จากโคนหน่อไม้ฝรั่ง: การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือทิ้งเพื่อสร้างอาชีพและความยั่งยืน

ผู้ดำเนินการหลัก*

1. ผศ.ดร. ปัณฑารีย์ แต้ประยูร
2. นายธนากร จันหมะกสิต
3. รศ.ดร.สงพงษ์ โอทอง
4. อ.ดร.ชลธิชา มามิมิน

ส่วนงานหลัก

1. หน่วยวิจัยการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
2. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ
3. หลักสูตรเทคโนโลยีเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ผู้ดำเนินการร่วม

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่หน่อไม่ฝรั่ง อ.ตากฟ้า

ส่วนงานร่วม

1. นิคมสร้างตนเองตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่หน่อไม่ฝรั่ง อ.ตากฟ้า

เนื้อหา*

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีการปลูกในลักษณะ “แปลงใหญ่” เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามส่วนโคนหน่อไม้ฝรั่ง (ประมาณ 30–40% ของผลผลิต) มักถูกตัดทิ้งเป็นเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาของเกษตรกร ทั้งด้านการกำจัดและการสูญเสียโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม โครงการนี้จึงพัฒนาต้นแบบและศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิต “กระถางย่อยสลายได้จากโคนหน่อไม้ฝรั่ง” โดยใช้แนวคิด BCG Economy และการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับเกษตรกรภายใต้โครงการ นิคม NEXT ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ขั้นตอนดำเนินงาน
• ศึกษาคุณสมบัติของโคนหน่อไม้ฝรั่งที่เหลือทิ้ง และพัฒนาเป็นวัตถุดิบทำกระถาง
• ทดลองสร้างต้นแบบกระถางที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

แนวทางต่อยอดและพัฒนา
• ออกแบบบรรจุภัณฑ์และทดสอบการปลูกจริง (seedling test)
• ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้ชุมชนเกษตรกรรอบนิคม NEXT
• ทดลองตลาดเบื้องต้นกับผู้ประกอบการไม้ดอกและผักปลูกในกระถาง

ผลลัพธ์และประโยชน์
• ลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตหน่อไม้ฝรั่ง
• เพิ่มรายได้เสริมให้เกษตรกร และสร้างโอกาสอาชีพใหม่

SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม*

SDGs12

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก*

12.4, 12.5

SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

SDGs8,9,15

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ

8.3, 9.5, 15.1
Links ข้อมูลเพิ่มเติม * 
https://www.facebook.com/share/p/1b3zZHxFEq/
 

MU-SDGs Strategy*

ยุทธศาสตร์ที่ 2,4

Partners/Stakeholders*

1. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นิคม NEXT)
3. กลุ่มเกษตรกรหน่อไม้ฝรั่ง อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์

ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)*

Key Message*

“จากเศษเหลือเกษตร…สู่กระถางรักษ์โลก”
“เพิ่มมูลค่าหน่อไม้ฝรั่ง ตอบโจทย์ BCG และ SDGs”
“สร้างนวัตกรรมใหม่ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย-ชุมชน ผ่านนิคม NEXT”

ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง

12.4.1, 12.5.1, 8.3.1, 9.5.1, 15.1.1

การพัฒนาทรายแมวย่อยสลายได้จากผักตบชวา: จากวัชพืชน้ำสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

MU-SDGs Case Study*

 การพัฒนาทรายแมวย่อยสลายได้จากผักตบชวา: จากวัชพืชน้ำสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้ดำเนินการหลัก*

1. ผศ.ดร. ปัณฑารีย์ แต้ประยูร
2. นายธนากร จันหมะกสิต

ส่วนงานหลัก

โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หน่วยวิจัยการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม 

ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ 

ผู้ดำเนินการร่วม

 

ส่วนงานร่วม

 

เนื้อหา*

ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) เป็นวัชพืชน้ำที่แพร่กระจายรวดเร็ว สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณผักตบชวากว่า 30% ของพื้นที่ผิวน้ำ ทำให้เกิดการตื้นเขิน ลดออกซิเจนในน้ำ และส่งผลกระทบต่อการประมงและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แต่ละปีรัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการกำจัด ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ทรายแมวเพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์ที่ขยายตัว โดยทรายแมวเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ผลิตจากดินเหนียวเบนโทไนต์และวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและสร้างขยะจำนวนมาก

โครงการนี้จึงพัฒนานวัตกรรม “ทรายแมวย่อยสลายได้จากผักตบชวา” โดยทดลองสูตรต้นแบบ 5 สูตร (T1–T5) เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ (T6) พบว่าสูตร T5 มีความสามารถดูดซับน้ำสูงสุด (64.23±2.31%) ดีกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ (47.42±1.00%) และมีความแข็งแรงเชิงโครงสร้างสูงกว่า แม้จะมีข้อจำกัดด้านการจับตัวเป็นก้อนและอัตราการแห้งที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม

ผลลัพธ์และประโยชน์
● แสดงศักยภาพของการใช้ผักตบชวาเป็นวัตถุดิบทรายแมว ลดปัญหาวัชพืชน้ำและสร้างมูลค่าเพิ่ม
● สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ BCG Economy
● สร้างผลลัพธ์เชิงวิชาการ ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ASEAN Journal of Scientific and Technological Reports (2025)
● ถูกต่อยอดเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนธรรมโชติศึกษาลัย (“แมวแฮปปี้ โลกเฮลตี้”)
● เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างจิตสำนึกการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนรอบบึงบอระเพ็ด

SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม*

SDGs12

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก*

12.4, 12.5

SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง

SDGs6,13,15

เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ

15.1, 15.8, 6.3, 13.2
Links ข้อมูลเพิ่มเติม * 
งานวิจัยตีพิมพ์: [ASEAN Journal of Scientific and Technological Reports, 2025]
 

MU-SDGs Strategy*

ยุทธศาสตร์ที่ 2,4

Partners/Stakeholders*

1. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
2. หน่วยวิจัยการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
3. ชุมชนรอบบึงบอระเพ็ด
4. โรงเรียนธรรมโชติศึกษาลัย (ผู้ต่อยอดโครงงานเยาวชน)

ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)*


a = ผักตบชวา b = การขึ้นรูปทรายแมวครั้งที่ 1 c = ต้นแบบทรายแมวก่อนการปรับปรุง d-f = ทดสอบการดูดซับน้ำแต่ละสูตร

Key Message*

“จากวัชพืชน้ำผักตบชวา สู่ทรายแมวย่อยสลายได้”
“นวัตกรรมรักษ์โลก ลดปัญหาขยะ และสร้างมูลค่าใหม่”
“มหิดลขับเคลื่อนการวิจัยสู่ SDGs ด้วยพลังวิชาการและชุมชน”

ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง

12.4.1, 12.5.1, 15.1.1, 15.8.1, 6.3.1