MU-SDGs Case Study* | การพัฒนาผลิตภัณฑ์ “วัสดุเม็ดดินเผา” เพื่อเพิ่มมูลค่าดินตะกอนบึงบอระเพ็ดและวัชพืชน้ำ (EcoPopper) | ||
ผู้ดำเนินการหลัก* | 1. ผศ.ดร. ปัณฑารีย์ แต้ประยูร | ส่วนงานหลัก | โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ |
ผู้ดำเนินการร่วม |
| ส่วนงานร่วม | |
เนื้อหา* | โครงการนี้มีจุดเริ่มจากการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์การผลิตพืช/นวัตกรรมเกษตร ที่ให้นักศึกษาออกแบบโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น พื้นที่บึงบอระเพ็ด เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีตะกอนดินสะสมจำนวนมาก และเผชิญปัญหาวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา ซึ่งรบกวนระบบนิเวศและการประมง นักศึกษาได้ใช้โจทย์จริงนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เม็ดดินเผา (EcoPopper) ที่ผลิตจากดินตะกอนผสมกับวัชพืชน้ำ เผาให้ได้เม็ดดินเบา มีคุณสมบัติซึมซับน้ำและอากาศ เหมาะสำหรับการเพาะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ผลลัพธ์ของโครงการ • นักศึกษาได้ฝึกทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (innovation-based learning) และการเรียนรู้จากปัญหาจริง (problem-based learning) • ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบเม็ดดินเผาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนวัสดุเพาะปลูกที่ต้องนำเข้า เช่น ฟองน้ำปลูกผัก • สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ (sediment & weeds) ตอบโจทย์ BCG economy และ SDG • สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนหรือสตาร์ทอัพของนักศึกษาในอนาคต ประโยชน์ต่อสังคม • ลดปัญหาวัชพืชน้ำในบึงบอระเพ็ด • เพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น • สร้างต้นแบบการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ | ||
SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม* | SDGs12 | เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก* | 12.4, 12.5 |
SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง | SDGs13,14,15,4 | เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ | 13.2, 14.1, 15.1, 15.3, 4.7 |
| Links ข้อมูลเพิ่มเติม * | |||
| https://www.facebook.com/share/v/1YN9vRsSRp/ | |||
MU-SDGs Strategy* | ยุทธศาสตร์ที่ 4,2 | ||
Partners/Stakeholders* | 1. นักศึกษาหลักสูตรเกษตรยั่งยืนเพื่อสุขภาพและการประกอบการ 2. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ 3. ชุมชนรอบบึงบอระเพ็ด และเกษตรกรผู้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ 4. กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ นครสวรรค์ | ||
ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)* | ![]() | ||
Key Message* | “จากตะกอนดินและวัชพืชน้ำ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเม็ดดิน EcoPopper” “โครงงานนักศึกษา = การเรียนรู้จริง + การสร้างนวัตกรรม” “เพิ่มคุณค่าท้องถิ่น ตอบโจทย์ SDGs และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” | ||
ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง | 12.4.1, 12.5.1, 4.7.1, 15.3.1 | ||



















2) ช่วงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ
ปี 2566-2567 เป็นช่วงการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการน้ำกับโครงสร้างที่มีอยู่ โดยการประชาสัมพันธ์ระบบการบริหารจัดการน้ำ การขึ้นทะเบียนผู้ต้องการใช้น้ำจากบึงบอระเพ็ด การสร้างทีมที่เป็นเอกภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้มีการสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำด้วยการพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ด และการจัดทำสื่อการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ผลกระทบของงานที่เกิดขึ้นพบว่า มีการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นที่เชื่อมโยงจากในบึงสู่นอกบึงบอระเพ็ดอีก 4 ตำบล รวมทั้งหมดเป็น 9 ตำบล ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการใช้น้ำ จึงได้มีการขึ้นทะเบียนต้องการใช้น้ำทั้งในเขตและนอกเขตบึงบอระเพ็ดรวมจำนวน 3,723 ราย 5,011 แปลง รวมขนาดเนื้อที่ 69,871 ไร่ ศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ดได้ใช้งานจริง โดยมีการสนับสนุนข้อมูลให้กับคณะกรรมการชุดต่างๆ นอกจากนี้คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาหนุนเสริมการทำงานให้กับเครือข่ายบึงบอระเพ็ด ด้วยการสร้างระบบ Bueng Boraphet – Water Image Downloader ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคนเข้ามาดูงานแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ดมากกว่า 200 คน ในการนี้ตัวชี้วัดที่สำคัญเป็นเรื่องความขัดแย้งที่ลดลงจนเป็นศูนย์ในปี 2566-2567 และคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ได้มีการรับรองเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ 4 ระดับ ดังรูปที่ 4 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจในการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมอีกด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ครั้งที่1/2567 ได้รับรอง “ระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นทางการและยั่งยืนต่อไป
เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้ส่งประกวดนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ประจำปี 2567 ของรัฐสภา ผลงานประเภทชุมชน องค์กร โดยส่งผลงานเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” ในนามคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัด การแข่งขันได้มีการคัดเลือกรอบเอกสาร รอบนำเสนอผลงานผ่านระบบออนไลน์ และออกบูทนำเสนอคณะกรรมการที่รัฐสภา ผลปรากฏว่าผลงานนี้ได้รับรางวัลระดับ “ดีมาก” ซึ่งได้รับโล่รางวัลกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2567 ณ รัฐสภา
ระยะถัดไปช่วงปี 2567-2568 ได้ต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำสู่การพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ โดยการปรับวิถีการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำนาเปียกสลับแห้งที่เป็นนาที่ใช้น้ำน้อยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการทำปุ๋ยจากวัชพืชน้ำในบึงบอระเพ็ดที่ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการน้ำท่วมวัชพืชอีกด้วย
การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ทั้งการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ และการขับเคลื่อนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นนวัตกรรมประชาธิปไตยที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมทุกกระบวนการ พร้อมทั้งมีการสร้างความร่วมมือ การรับฟังความคิดเห็น การทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน จนถึงการขับเคลื่อนส่งต่อไปในระดับนโยบายผ่านกฎหมายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น เนื่องจากเป็นแนวทางที่ทุกภาคร่วมยอมรับร่วมกันแล้ว ในการนี้กระบวนการจะขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆได้อีกด้วย ในการนี้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ลงพื้นที่ถอดบทเรียนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ “บึงบอระเพ็ด” ในการปรับตัวต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่ต้นแบบของการปรับตัวด้านการบริหารจัดการน้ำ
ในปี 2568 เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้รับการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น ด้วยการได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยาจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ประธานองค์กรผู้ใช้น้ำตำบลทับกฤช ได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคเกษตรกรรม รวมทั้งบุคลากรของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐสภา




