MU-SDGs Case Study* | การพัฒนาโรงเรียนเทศบาลวัดไทรเหนือเป็นสถานศึกษาจิตศึกษา | ||
ผู้ดำเนินการหลัก* | รศ.ดร.สุภาภรณ์ คำเรืองฤทธิ์ | ส่วนงานหลัก | ศูนย์วิจัยรับใช้สังคม |
ผู้ดำเนินการร่วม | ผศ.ดร.กิตติคุณ หมู่พยัคฆ์ | ส่วนงานร่วม | ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา |
เนื้อหา* | หลักการและเหตุผล การศึกษาในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการเน้นเพียงทักษะทางวิชาการ สู่การพัฒนา “มิติด้านใน” ของความเป็นมนุษย์ จิตตปัญญาศึกษาและจิตศึกษา จึงถูกนำมาใช้เป็นนวัตกรรมสำคัญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลและองค์กร โดยจิตตปัญญาศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณผ่านการเรียนรู้เชิงใคร่ครวญ ขณะที่จิตศึกษาคือการนำแนวคิดดังกล่าวมาปฏิบัติในโรงเรียนผ่านกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น การฝึกสติ สมาธิ และความสงบ โรงเรียนเทศบาลวัดไทรเหนือเป็นโรงเรียนขนาดกลางในสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้บริหารและครูรวม 23 คน จำนวนเด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาล 1-มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 249 คน โครงการนี้ได้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่โรงเรียนเทศบาลวัดไทรเหนือ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ครูใช้เครื่องมือจิตตปัญญาศึกษาและจิตศึกษาในการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) การรู้จักและเข้าใจตนเอง (Self-awareness) และการมีวินัยในการกำกับตนเอง (Self-control)
การดำเนินงาน โครงการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันที่กุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2568 ผ่านกิจกรรมสำคัญ ดังนี้ – การพัฒนาบุคลากร อบรมจิตตปัญญาศึกษา เพื่อฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง การจัดการอารมณ์ และการลดอำนาจเหนือ เพิ่มการใช้อำนาจร่วม – การออกแบบการสอน อบรมการจัดทำแผนการสอนจิตศึกษา และทดลองสอนจริง – การปรับโครงสร้างตารางเรียน บรรจุกิจกรรมจิตศึกษาไว้ในตารางเรียน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ 1) คาบโฮมรูมเช้า (20 นาที) คาบจิตศึกษา: เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยนิทานสะท้อนใจ และการฟังอย่างลึกซึ้ง 2) คาบบ่าย Body Scan (15 นาที): กลางวันสงบใจ กลับมาอยู่กับกายและความรู้สึก และ 3) คาบ “จัดกายจัดใจ” ก่อนกลับบ้าน (15 นาที) คาบทบทวนตน: ท้ายวัน เด็กสะท้อนว่าเรียนรู้อะไร และรู้สึกอย่างไร – การขยายผลสู่ผู้ปกครอง: ปรับรูปแบบการประชุมผู้ปกครองโดยใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ในการขับเคลื่อยนโครงการมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนไปสู่วิถีใหม่ที่ครูและนักเรียนได้เรียนรู้จากภายใน “เมื่อครูกล้าเปลี่ยน เด็กๆ จึงกล้าเติบโต” อีกทั้งมีเป้าหมายว่า “ห้องเรียนแห่งความหวัง เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะรู้จักและรักตัวเอง เขาจะไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา” | ||
SDGs หลักที่สอดคล้องกับกิจกรรม* | SDGs4 | เป้าประสงค์ย่อยใน SDG หลัก* | 4.1,4.5 |
SDGs อื่น ๆ ที่สอดคล้อง | SDGs3,16 | เป้าประสงค์ย่อยใน SDG อื่นๆ | 3.4,16.2 |
| Links ข้อมูลเพิ่มเติม * | |||
| https://www.facebook.com/share/v/1DGN3BXUnp/ | |||
MU-SDGs Strategy* | ยุทธศาสตร์ที่ 3 | ||
Partners/Stakeholders* | เทศบาลนครนครสวรรค์ โรงเรียนเทศบาลวัดไทรเหนือ | ||
ภาพประกอบ (3-5 ภาพ)* | ![]() | ||
Key Message* | “ห้องเรียนแห่งความหวัง เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะรู้จักและรักตัวเอง เขาจะไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา” | ||
ตัวชี้วัด THE Impact* Rankings ที่สอดคล้อง | 4.3.4, 16.3.4 | ||




















รูปที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินโครงการ



2) ช่วงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ
ปี 2566-2567 เป็นช่วงการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการน้ำกับโครงสร้างที่มีอยู่ โดยการประชาสัมพันธ์ระบบการบริหารจัดการน้ำ การขึ้นทะเบียนผู้ต้องการใช้น้ำจากบึงบอระเพ็ด การสร้างทีมที่เป็นเอกภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้มีการสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำด้วยการพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ด และการจัดทำสื่อการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ผลกระทบของงานที่เกิดขึ้นพบว่า มีการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นที่เชื่อมโยงจากในบึงสู่นอกบึงบอระเพ็ดอีก 4 ตำบล รวมทั้งหมดเป็น 9 ตำบล ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการใช้น้ำ จึงได้มีการขึ้นทะเบียนต้องการใช้น้ำทั้งในเขตและนอกเขตบึงบอระเพ็ดรวมจำนวน 3,723 ราย 5,011 แปลง รวมขนาดเนื้อที่ 69,871 ไร่ ศูนย์ข้อมูลบึงบอระเพ็ดได้ใช้งานจริง โดยมีการสนับสนุนข้อมูลให้กับคณะกรรมการชุดต่างๆ นอกจากนี้คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาหนุนเสริมการทำงานให้กับเครือข่ายบึงบอระเพ็ด ด้วยการสร้างระบบ Bueng Boraphet – Water Image Downloader ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคนเข้ามาดูงานแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ดมากกว่า 200 คน ในการนี้ตัวชี้วัดที่สำคัญเป็นเรื่องความขัดแย้งที่ลดลงจนเป็นศูนย์ในปี 2566-2567 และคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ได้มีการรับรองเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ 4 ระดับ ดังรูปที่ 4 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจในการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมอีกด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ครั้งที่1/2567 ได้รับรอง “ระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นทางการและยั่งยืนต่อไป
เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้ส่งประกวดนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ประจำปี 2567 ของรัฐสภา ผลงานประเภทชุมชน องค์กร โดยส่งผลงานเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด” ในนามคณะกรรมการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัด การแข่งขันได้มีการคัดเลือกรอบเอกสาร รอบนำเสนอผลงานผ่านระบบออนไลน์ และออกบูทนำเสนอคณะกรรมการที่รัฐสภา ผลปรากฏว่าผลงานนี้ได้รับรางวัลระดับ “ดีมาก” ซึ่งได้รับโล่รางวัลกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2567 ณ รัฐสภา
ระยะถัดไปช่วงปี 2567-2568 ได้ต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำสู่การพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ โดยการปรับวิถีการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำนาเปียกสลับแห้งที่เป็นนาที่ใช้น้ำน้อยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการทำปุ๋ยจากวัชพืชน้ำในบึงบอระเพ็ดที่ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการน้ำท่วมวัชพืชอีกด้วย
การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ทั้งการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ และการขับเคลื่อนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นนวัตกรรมประชาธิปไตยที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมทุกกระบวนการ พร้อมทั้งมีการสร้างความร่วมมือ การรับฟังความคิดเห็น การทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน จนถึงการขับเคลื่อนส่งต่อไปในระดับนโยบายผ่านกฎหมายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น เนื่องจากเป็นแนวทางที่ทุกภาคร่วมยอมรับร่วมกันแล้ว ในการนี้กระบวนการจะขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆได้อีกด้วย ในการนี้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ลงพื้นที่ถอดบทเรียนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ “บึงบอระเพ็ด” ในการปรับตัวต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่ต้นแบบของการปรับตัวด้านการบริหารจัดการน้ำ
ในปี 2568 เครือข่ายบึงบอระเพ็ดได้รับการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น ด้วยการได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยาจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ประธานองค์กรผู้ใช้น้ำตำบลทับกฤช ได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคเกษตรกรรม รวมทั้งบุคลากรของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐสภา





